วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สาคู








สาคู


             ส่วนผสม

1.สาคู 200 กรัม
2. เนื้อมะพร้าวอ่อนหั่นเป็นชิ้น  100 กรัม
3. น้ำเปล่า  900 กรัม
4. หัวกะทิ  100 กรัม
5.เกลือป่น  1/4 ช้อนชา
6. แป้งข้าวเจ้า 1/2 ช้อนชา
7.น้ำตาลทราย 250 กรัม

             วิธีทำ

1. นำน้ำเปล่าใส่ลงในหม้อและตั้งบนไฟร้อนปานกลาง ขณะน้ำเดือดนำสาคูไปล้างในน้ำเปล่าอย่างรวดเร็ว
2. เมื่อน้ำเดือด จึงใส่สาคูลงในหม้อ คนอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เม็ดสาคูเกาะตัวกัน ต้มจนเกือบสุก โดยเม็ดสาคูจะมี ลักษณะใส จะเหลือจุดขาวๆภายในเม็ดสาคู
3. ใส่น้ำตาลทรายลงไปในหม้อ คนจนน้ำตาลละลายจึงใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้งจึงปิดไฟ
4. ทำน้ำราดกะทิ โดยใส่น้ำกะทิ, แป้งข้าวเจ้าและเกลือลงในหม้อเล็ก ตั้งบนไฟอ่อนๆจนเข้ากันดี ปิดไฟและพักไว้
5. ตักสาคูมะพร้าวอ่อนใส่ถ้วย ราดหน้าด้วยน้ำกะทิ พร้อมเสิร์ฟรับประทานได้ทันที


    





บัวลอย





บัวลอย

              ส่วนผสมบัวลอย

1. แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวง
2. เผือกนึ่งสุกบดละเอียด 1 ถ้วยตวง
3. น้ำเปล่า 1/4 ถ้วยตวง
                
              ส่วนผสมน้ำกะทิ
* กะทิ 2 ถ้วยตวง
* น้ำตาลมะพร้าว 100 กรัม
* น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
* เกลือป่น 1 ช้อนชา
* เนื้อมะพร้าวอ่อน, ไข่ (จะมีหรือไม่มีก็ได้)
* งาขาว (สำหรับแต่งหน้า จะมีหรือไม่มีก็ได้)




 วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
          1. ทำบัวลอยโดยผสมแป้งข้าวเหนียว, เผือกนึ่งและน้ำเปล่าเข้าด้วยกัน นวดจนส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นจึงนำมาปั้นเป็นลูกกลมๆ ระหว่างปั้นนั้น ควรโรยด้วยเศษแป้งข้าวเหนียวเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกบัวลอยติดกัน (ถ้าต้องการทำบัวลอยหลายสีก็ใช้ส่วนผสมเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นฟักทองสำหรับสีเหลือง หรือใบเตยสำหรับสีเขียว เป็นต้น)

          2. ต้มน้ำในหม้อขนาดกลาง รอจนเดือดจึงใส่ลูกบัวลอยที่ปั้นไว้แล้ว เมื่อบัวลอยสุกให้นำออกมาแช่ในน้ำเย็น (บัวลอยที่สุกแล้วจะลอยขึ้น)

          3. ทำน้ำกะทิโดยผสม กะทิ, น้ำตาลมะพร้าว, น้ำตาลทรายและเกลือป่นลงไป ควรใส่น้ำตาลทรายแค่ครึ่งเดียวก่อน ถ้ายังหวานไม่พอจึงค่อยใส่เพิ่มลงไป ต้มจนเดือด จึงหรี่ไฟลง นำบัวลอยที่ต้มไว้แล้วใส่ลงไปในน้ำกะทิ ต้มต่ออีกสักพักจึงปิดไฟ ถ้ามีมะพร้าวอ่อนก็ใส่ได้เลย พร้อมลูกบัวลอย (กรณีต้องการทำบัวลอยไข่หวาน ก็ตอกไข่ใส่ไปในหม้อหลังจากที่ใส่บัวลอยลงไป รอจนไข่สุกจึงปิดไฟ)

          4. ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยงาขาว เสริฟขณะร้อนหรือรอให้เย็นก็ได้










 

ทับทิมกรอบ





















ทับทิมกรอบ


“ทับทิมกรอบ”ขนมหวานไทยๆที่มีรสชาติหอมหวานเป็นที่ถูกใจใครๆหลายคนเป็น ขนมที่ทำไม่ยากทำขายหารายได้เข้ากระเป๋าได้ดีไม่แพ้อาชีพอื่นอย่างรายที่ ทีม“ช่องทางทำกิน”มีข้อมูลมาบอกต่อ…
ยุก-เกศิณีทรัพย์สุรกุลเจ้าของสูตร“ทับทิมกรอบรวมมิตร”เล่าว่าจริงๆแล้ว ก็ไม่ได้เริ่มจากการเป็นแม่ค้าขายขนมหวานมาตั้งแต่ต้นหลังจากสำเร็จการศึกษา ด้านบริหารจัดการก็เข้าทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่ประมาณ4-5ปีตอนหลังเริ่ม เกิดความรู้สึกเบื่อในระบบงานมีความคิดอยากจะทำธุรกิจส่วนตัวมากกว่าจึงออก จากงานและเริ่มมองหาหนทางทำธุรกิจซึ่งด้วยความที่เป็นคนชอบทานขนมทับทิมกรอบ และพอจะมีความรู้พื้นฐานในการทำอยู่บ้างจึงมีความคิดที่จะลองทำทับทิมกรอบ ขาย
เริ่มจากทดลองทำเพื่อหาสูตรที่เป็นแบบฉบับของตัวเองและเพื่อให้ได้รสชาติ ที่ถูกใจทดลองทำแล้วก็ให้คนในครอบครัวและเพื่อนบ้านใกล้เคียงทดลองชิมหลายคน ให้การตอบรับจึงได้ตัดสินใจเปิดกิจการขึ้นโดยใช้ชื่อในการดำเนินกิจการ ว่า“WARASINEE”ทับทิมกรอบรวมมิตรและสาคูนมสดแคนตาลูป
“ทับทิมกรอบรวมมิตรจะต้องมีรสชาติที่หอมหวานชื่นใจของน้ำกะทิและต้องใส่ ใจคุณภาพของวัตถุดิบอย่างมากวัตถุดิบที่ใช้ทำจะต้องเน้นความสดใหม่ที่สำคัญ ขนมที่ทำจะต้องไม่ใส่สารกันเสีย”เจ้าของสูตรกล่าว

 สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ในการทำทับทิมกรอบรวมมิตรหลักๆประกอบด้วยเนื้อแห้ว หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า,แป้งมัน,น้ำหวานสีแดง,กะทิสด,น้ำตาล,เกลือ,ดอกมะลิ และน้ำเชื่อมเป็นต้น
การเลือกสรรวัตถุดิบนั้นเกศิณีบอกว่า“แห้วที่ใช้ทำทับทิมกรอมนั้นจะต้องสั่งที่เป็นผลใหญ่ๆเพราะเวลาทำจะทำให้ตัวขนมนั้นกรอบอร่อย”
ในส่วนของอุปกรณ์การทำนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นอุปกรณ์ที่มีอยู่ในครัวเรือนทั่วไปอยู่แล้ว
ขั้นตอนการทำเริ่มจากนำแห้วมาปลอกเปลือกแล้วทำการหั่นให้เป็นสี่เหลี่ยม ลูกเต๋าจากนั้นนำไปแช่ในน้ำหวานสีแดงโดยใช้เวลาประมาณ1ชั่วโมงเพื่อให้สีแดง ของน้ำหวานติดเข้าไปในเนื้อแห้วเมื่อได้แห้วเป็นสีแล้วก็นำไปคลุกเคล้ากับ แป้งมันกะดูว่าแป้งเกาะติดเนื้อแห้วจนทั่วก็ทำการร่อนแป้งออกแล้วทำซ้ำ อีก1ครั้ง

ขั้นตอนต่อไปก็นำน้ำใส่หม้อยกขึ้นตั้งไฟให้น้ำเดือดจากนั้นก็นำแห้วที่ คลุกแป้งเตรียมไว้ใส่ลงไปต้มในน้ำเดือดใช้เวลาต้มประมาณ3นาทีดูจนแป้งที่ เคลือบแห้วนั้นใสและแห้วลอยขึ้นมาก็ใช้ได้
ไม่ควรต้มแห้วนานเกินไปเพราะจะทำให้แป้งที่เคลือบแห้วไว้หลุดออกมาทำให้ไม่สวยงาม
เมื่อต้มจนตัวทับทิมกรอบสุกได้ที่ลอยขึ้นมาก็ใช้กระชอนตักขึ้นมาใส่ลงไป ในน้ำเย็นสักพักเพื่อให้แป้งอยู่ตัวจากนั้นให้ตักขึ้นมาแช่ลงในน้ำเชื่อมที่ เตรียมไว้อีกทีเป็นอันเสร็จการทำ“ตัวทับทิมกรอบ”
ส่วนการทำ“น้ำกะทิ”เริ่มจากนำเอาหัวกะทิสดไปตั้งไฟจากนั้นใส่น้ำตาลและ เกลือถ้าใช้หัวกะทิ1กิโลกรัมก็ใช้น้ำตาล1กิโลกรัมเกลือ1ช้อนชาทำการเคี่ยว ให้เดือดส่วนผสมเข้ากันเป็นเนื้อเดียวใช้เวลาประมาณ10นาทียกลงแล้วนำดอกมะลิ สดใส่ในชามที่มีหูนำลงเกี่ยวกับขอบหม้อน้ำกะทิจากนั้นปิดฝาหม้ออบน้ำกะทิกับ ดอกมะลิทิ้งไว้1คืนก็จะได้น้ำกะทิที่มีกลิ่นหอมชื่นใจและเข้ากับทับทิม กรอบอย่างลงตัว

เครื่องต่างๆที่ต้องเตรียมไว้ใส่กับทับทิมกรอบทำเป็น“ทับทิมกรอบรวมมิตร”นั้นก็มีอาทิสลิ่มแห้วเชื่อมเนื้อมะพร้าวกะทิสด
เกศิณีบอกว่าอาชีพนี้ถ้าทำเล็กๆลงทุนครั้งแรกใช้ทุนประมาณ5,000บาทก็น่าจะพอ ส่วนทุนวัตถุดิบและรายได้นั้นถ้าใช้ทุนค่าของประมาณ1,000บาทจะทำได้ ประมาณ120ถ้วยขายหมดจะได้ประมาณ2,400บาทโดยขายราคาถ้วยละ20บาทถ้าเป็นแบบ พิเศษเพิ่มเครื่องก็30บาท
ร้าน“ทับทิมกรอบรวมมิตร”และสาคูนมสดแคนตาลูปของเกศิณีอยู่ที่ตลาดลุง เพิ่มหลังการบินไทยสำนักงานใหญ่แขวงลาดยาวเขตจตุจักรกรุงเทพฯขายตั้งแต่ เวลา08.30-15.30น.ทุกวันจันทร์-วันเสาร์ใครต้องการรับไปจำหน่ายต่อก็ได้ ติดต่อสอบถามโทร.08-1869-9541






วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ช็อกโกแลต













  ช็อกโกแลต ( Chocolate )




ช็อกโกแลต หรือ ช็อกโกเลต (อังกฤษ: chocolate) คือผลิตผลที่ได้มาจากเมล็ดของต้นโกโก้เขตร้อน ช็อกโกแลตเป็นส่วนผสมของของหวานหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นไอศกรีม ลูกอม คุกกี้ เค้ก หรือว่าพาย ช็อกโกแลตถือได้ว่าเป็นของหวานอย่างหนึ่งที่ถูกใจคนทั่วโลก
ช็อกโกแลตทำจากการหมัก คั่ว และบดอย่างละเอียดของเมล็ดโกโก้ซึ่งได้มาจากต้นโกโก้เขตร้อน (tropical cacao tree) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากอเมริกากลางและเม็กซิโก ต้นโกโก้นั้นค้นพบโดยชาวอินเดียนแดงและ ชาวอัซเตก (Aztecs) แต่ในปัจจุบันได้แพร่กระจายและปลูกไปทั่วเขตร้อน เมล็ดของต้นโกโก้นั้นมีรสฝาดที่เข้มข้นมาก ผลผลิตของเมล็ดโกโก้รู้จักกันในนาม "ช็อกโกแลต" หรือบางส่วนของโลกในนาม "โกโก้"
ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดโกโก้รู้จักภายใต้หลายชื่อแตกต่างกันไปในส่วนต่าง ๆ ของโลก ในอเมริกา อุตสาหกรรมช็อกโกแลตได้จำกัดความไว้ว่า
  • โกโก้ (cocoa) คือเมล็ดของต้นโกโก้
  • เนยโกโก้ (cocoa butter) คือไขมันของเมล็ดโกโก้
  • ช็อกโกแลต (chocolate) คือส่วนผสมระหว่างเมล็ดของต้นโกโก้และเนยโกโก้
ช็อกโกแลตคือส่วนผสมระหว่างเมล็ดของฝักถั่วโกโก้และเนยโกโก้ ซึ่งได้ผสมน้ำตาลและส่วนผสมอื่น ๆ และทำให้อยู่ในรูปของแท่งและรูปอื่น ๆ
เมล็ดของต้นโกโก้นอกจากทำเป็นช็อกโกแลตได้แล้วยังสามารถทำเป็นเครื่อง ดื่มได้ด้วย เช่น ช็อกโกแลตร้อน เครื่องดื่มช็อกโกแลตนั้นคิดค้นขึ้นโดยชาวอัซเตก (Aztecs) หลังจากนั้นโดยชนเผ่าอินเดียนแดงและชาวยุโรป
บ่อยครั้งที่ช็อกโกแลตมักจะทำให้อยู่ในรูปของสัตว์ต่าง ๆ คน หรือวัตถุในจินตนาการ เพื่อร่วมในงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น รูปกระต่าย รูปทรงไข่ในเทศกาลอีสเตอร์ รูปของเหรียญหรือซานตาคลอสในเทศกาลคริสต์มาส และรูปทรงหัวใจในเทศกาลวาเลนไทน์

ไอศกรีม



ไอศกรีม

Ice - cream




ไอศกรีม (อังกฤษ: ice cream) หรือภาษาปากว่า ไอติม เป็นของหวานแช่แข็งชนิดหนึ่ง ได้จากการผสมส่วนผสม นำไปผ่านการฆ่าเชื้อ แล้วนั้นนำไปปั่นในที่เย็นจัด เพื่อเติมอากาศเข้าไปพร้อม ๆ กับการลดอุณหภูมิ โดยอาศัยเครื่องปั่นไอศกรีม ไอศกรีมตักโดยทั่วไปจะต้องผ่านขั้นตอนการแช่เยือกแข็งอีกครั้งก่อนนำมาขาย หรือรับประทาน


ประวัติ

ต้นกำเนิดของไอศกรีมนั้น ไม่เป็นที่แน่ชัดมาเริ่มจากไหน บางข้อมูลก็ว่าเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเนโรแห่งจักรวรรดิโรมัน ที่ได้มีการพระราชทานเลี้ยงไอศกรีมทหาร โดยในสมัยนั้นทำจากเกล็ดน้ำแข็ง (หิมะ) ผสมน้ำผึ้งและผลไม้ ซึ่งคล้ายกับไอศกรีมเชอร์เบตในปัจจุบัน แต่บ้างก็ว่ามาจากประเทศจีน เกิดจากเมื่อสมัยโบราณที่นมถือเป็นของหายาก จึงได้มีการคิดวิธีเก็บรักษาโดยการเอาไปฝังในหิมะ จึงเกิดเป็นไอศกรีมขึ้น แม้จะไม่ได้มีลักษณะเหมือนกับไอศกรีมอย่างทุกวันนี้
แต่บ้างก็ว่ามาจากอิตาลีโดยมาร์โค โปโล กลับจากจีนแล้วเอาสูตรไอศกรีมมาเผยแพร่ ซึ่งในตอนนั้นไอศกรีมของจีนยังไม่มีนม เป็นคล้ายน้ำแข็งไสมากกว่า ยังมีจุดเริ่มต้นจากอังกฤษเมื่อสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 พ่อครัวคนหนึ่งมีสูตรเด็ดเป็นครีมแช่แข็งปรุงรส ซึ่งเป็นสูตรลับสุดยอดที่ส่งเป็นของหวานถวายพระองค์ ทว่าเมื่อพระองค์ถูกปลงพระชนม์โดยโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ระหว่างสงครามกลางเมืองอังกฤษระหว่างปี ค.ศ. 1642-ค.ศ. 1651 พ่อครัวต้องลี้ภัยไปยุโรปจึงได้นำสูตรไอศกรีมนี้เผยแพร่ออกไป

ขนมเค้ก




 เค้ก (อังกฤษ: cake) เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่มักจะมีลักษณะหวานและผ่านกระบวนการอบ ซึ่งจะทำมาจากแป้ง, น้ำตาล และส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ไข่, แป้งสาลี, ผัก, ผลไม้ที่ให้รสหวานหรือเปรี้ยว เป็นต้น หรือส่วนประกอบที่มีไขมัน เช่น เนย, ชีส, ยีสต์, นม, เนยเทียม เป็นต้น และนิยมรับประทานเป็นของหวาน และฉลองในเทศกาลต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเกิดและวันแต่งงาน ซึ่งในโลกมีตำรับหรือสูตรการทำเค้กเป็นจำนวนมาก อีกทั้งตำรับการทำเค้กบางสูตรก็มีการสืบทอดการทำเป็นเวลาหลายศตวรรษ และเค้กนั้นยังเป็นอาหารหวานที่นิยมไปทั่วโลกอีกด้วย ปัจจุบันมีผู้สนใจที่อยากจะเรียนทำเค้กเพื่อจุดประสงค์ต่างๆ มากมาย อย่างเช่น เรียนเพื่อที่จะนำมาประกอบอาชีพเปิดร้านเค้ก เป็นต้น

ขนมไทย

ประวัติความเป็นมาของขนมไทย[แก้]

ในสมัยโบราณคนไทยจะทำขนมเฉพาะวาระสำคัญเท่านั้น เป็นต้นว่างานทำบุญ เทศกาลสำคัญ หรือต้อนรับแขกสำคัญ เพราะขนมบางชนิดจำเป็นต้องใช้กำลังคนอาศัยเวลาในการทำพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น ขนบประเพณี เป็นต้นว่า ขนมงาน เนื่องในงานแต่งงาน ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมครก ขนมถ้วย ฯลฯ ส่วนขนมในรั้วในวังจะมีหน้าตาจุ๋มจิ๋ม ประณีตวิจิตรบรรจงในการจัดวางรูปทรงขนมสวยงาม
ขนมไทยดั้งเดิม มีส่วนผสมคือ แป้ง น้ำตาล กะทิ เท่านั้น ส่วนขนมที่ใช้ไข่เป็นส่วนประกอบ เช่น ทองหยิบ ทองหยอด เม็ดขนุน นั้น มารี กีมาร์ เดอ ปีนา (ท้าวทองกีบม้า) หญิงสาวชาวโปรตุเกส เป็นผู้คิดค้นขึ้นมา
ขนมไทยที่นิยมทำกันทุกๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่างๆ ก็คือขนมจากไข่ และเชื่อกันว่าชื่อและลักษณะของขนมนั้นๆ เช่น รับประทานฝอยทอง เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกันยืดยาว มีอายุยืน รับประทาน ขนมชั้นก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน รับประทาน ขนมถ้วยฟูก็ขอให้เจริญ รับประทานขนมทองเอก ก็ขอให้ได้เป็นเอก เป็นต้น
ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการพิมพ์ตำราอาหารออกเผยแพร่ รวมถึงตำราขนมไทยด้วย จึงนับได้ว่าวัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ตำราอาหารไทยเล่มแรกคือแม่ครัวหัวป่าก์
ในสมัยต่อมาเมื่อการค้าเจริญขึ้นในตลาดมีขนมนานาชนิดมาขาย และนับว่าเป็นยุคที่ขนมไทยเป็นที่นิยม